[fic] Car Robbery

posted on 25 Dec 2012 14:34 by nextdoor in FanFiction directory Fiction, Entertainment, Diary
 
 
 
 
 
 
 
              มันมี
              เสียงดังกัมปนาท
              ระเบิด ...ถ้าพูดให้ใกล้เคียง แต่ก็ไม่ใช่

แล้วเสียงหวอก็ตามมา
ดังแสบหูแสบคอ
              เขากลืนน้ำลาย
              เผลอเดินลงมาจากรถ
...นั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาด...
 
              เสียงดังกัมปนาทดังขึ้นอีกครั้ง
              คราวนี้ใกล้มาก
              ใกล้เกินไป

เขากำลังจะกลับเข้าไปในรถ
แต่แล้วก็ต้องหันหลังกลับไป
 
              เมื่อมีแรงมือกระชากที่ไหล่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
              " สวัสดี มาร์ติน"
 
              ตำรวจหนุ่มในเครื่องแบบเดินชะงักกึกเมื่อรุ่นพี่โยนคำทักทายใส่ให้ เขาหยุดขาลงหน้าเคาท์เตอร์ที่มีตำรวจร่างท้วมนั่งกินโดนัทแช่ตูดอยู่ด้านหลัง 
              " ไง ไมลส์"
 
มือไม่ลืมที่จะเอื้อมไปหยิบโดนัทหลังเคาทเตอร์ เล็งอันที่มีไอซิ่งเยอะที่สุด
ท่ามกลางเสียงประท้วงของรุ่นพี่ที่เป็นคนซื้อ

              " นั่นเงินฉันซื้อมานะ ไอ้มาร์ติน"
              " คร้าบๆ ผมรู้คร้าบ"
เขารู้ว่ารุ่นพี่ไม่ได้ถือจริงจังหรอก เพราะทุกวันไมลส์ก็ซื้อโดนัทมาเกินจำนวนกินได้คนนึงเสมอ ชวนให้สงสัยว่าถ้าจงใจซื้อมาเผื่อแล้วจะบ่นทำไมทุกวี่วันแบบเดิมๆ
              เขาหัวเราะ

              ...ที่นี่คือ สถานีตำรวจรัฐไมอามี่...
              นี่คือกิจวัตรประจำวันของที่นี่
 
ลาดตระเวน  จับผู้ร้าย  เขียนรายงาน  กินโดนัท
ลาดตระเวน  ลาดตระเวน ลาดตระเวน กินโดนัท
บางทีก็
 
กินโดนัท กินโดนัท กินโดนัท กินโดนัท
 
              ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมตำรวจถึงได้ลงพุงกันเยอะนัก
              แน่นอนว่ายกเว้นเขา แม้รุ่นพี่ไมลส์จะทำหน้าเย้ยเขาเป็นบางเวลาว่า 'เดี๋ยวก็ถึงตานาย' ก็เถอะ
 
 
" วันนี้มีเรื่องอะไรในเมืองหรือ"
คำถามที่เข้าใจได้
คำถามถูกส่งมาถึงเขาที่เป็นเวรลาดตระเวนในเมืองพอดี
 
              " รุ่นพี่ ถามทำไมหรือ?"
              " ก็เห็นทุกหน่วยวิ่งวุ่นเลย"
              " โจรปล้นธนาคารน่ะครับ"             
              " หือ! เกิดอะไรขึ้นบ้าง?"
              " อยากรู้ทำไมไม่ไปทำงานภาคสนามล่ะครับ"
              " อยากโดนกาแฟสาดหรือไงหา แค่ตอบฉันมาก็พอ"
              " หลายอย่างเลยครับ"
              " อะไรบ้างล่ะวะ?!"
น้ำเสียงรุ่นพี่เขาเริ่มฉุนเฉียว
...ก็แล้วถ้าอยากรู้ทำไมไม่ไปทำงานภาคสนามล่ะครับ รุ่นพี่...
 
              มาร์มุ่นคิ้วตกลง เอานิ้วเกลี่ยไอซิ่งที่ติดมุมปากขณะที่กำลังเคี้ยวหยับๆ เขากำลังชั่งใจอยู่ว่าจะแกล้งรุ่นพี่ไมลส์ต่อไปหรือนั่งลงเล่าให้ฟังดี ไม่ว่าจะอย่างไหนก็ฟังดูน่าเหนื่อยใจทั้งวัน มันใช้เวลามากพอๆเท่ากัน เสียเวลาจริงๆ
              เฮ้อ... เขาต้องรีบไปเขียนรายงานนะ
              เกาหัวแกรกๆ
คงต้องความจริงล่ะนะ

" คือ เจ้าพวกโจรพวกนี้มันเตรียมตัวมาดี มีการใช้ระเบิด อาวุธเครื่องหนัก...แล้วก็........แล้วก็.."
" ....แล้วก็อะไรวะ ?"              
 รุ่นพี่นั่งหมุนเก้าอี้หมุนซ้ายขวาฟังอย่างใจจดใจจ่อ
              " แล้วก็อาวุธเครื่องหนักไงครับ"
              " อันนั้นแกพูดไปแล้วเว้ย! ต่อสิ"
              มาร์ถอนหายใจ
              " รุ่นพี่ผมต้องรีบไปเขียนรายงาน"
              " ช่างหัวรายงานแก ฉันอยากรู้"
              " รุ่นพี่รู้ใช่ไหมครับ เดี๋ยวมันก็ออกข่าว"
              " บ๊ะ! แกนี่ยังไงกันนะ ฉันชักจะโมโหแล้วนะ!"
 
...ผมต่างหากล่ะครับที่ควรจะโมโห...
เสียเวลาดีแท้ๆ 
 
              ถอนหายใจอีกรอบ เขาอ้าปากจะเล่าต่อ...แต่ไม่ทัน
              เสียงลิฟท์ชั้นสองเปิดแล้วร่างบางร่างก็ถลาพุ่งเข้ามาที่เคาท์เตอร์
 
              " ใครรับผิดชอบที่นี่..!"
              นิ่ง

ทุกสิ่งมีชิวิตในสถานีหยุดนิ่ง
              และเมื่อผมบอกว่าหยุดนิ่ง
              ก็หมายถึงหยุดหายใจจริงๆ
ผู้พูดเป็นหนุ่มวัยปลายยี่สิบ เสื้อผ้าหน้าผมกระเซอะกระเซิง ไทด์หลุดลุ่ย ขาแว่นเกือบหลุดออกจากใบหู แต่ดูรู้จากมาดว่าเป็นชายหนุ่มภูมิฐาน เหมือนพนักงานบริษัทมีจะกินที่เห็นได้ทั่วไป แต่ด้วยทั้งหมดที่ว่ามานี่แหละที่ทำให้เขาไม่เข้าพวกที่สุด
              เขา  มาทำอะไรที่นี่
 
ร่างของสาวผิวดำท้วมที่เขาคุ้ยเคยดีนามอาบิเกล หล่อนวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดหนีข้างลิฟท์ขึ้นมา หอบไม่แพ้ชายหนุ่มที่ขึ้นมาคนแรกทีเดียว หล่อนควรจะคุมเคาท์เตอร์ชั้นล่างของสถานี และไม่ขึ้นมาจริงๆถ้าไม่จำเป็น
              แต่เขารู้สาเหตุที่หอบให้หล่อนขึ้นมาถึงนี่
              ไอ้หนุ่มนี่นั่นแหละ
 
"ขอโทษค่ะ ฉัน...ฉันพยายามหยุดเขาแล้วนะคะ"
ผมรู้ว่าไม่ใช่ความผิดเธอหรอก
แม้จริงๆมันจะใช่ก็เถอะ
 
              เสียงแหบปนหอบ
              "ใคร...รับ....ที่นี่"
ฟังไม่ได้ศัพท์
แต่น่าจะประโยคเดิม
              ใครรับผิดชอบที่นี่
 
เอาล่ะสิ ถ้าสถานีตำรวจยังถูกบุกง่ายๆแบบนี้...
              เขายิ้มโดยไม่รู้ตัว
              วันของเขามันชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้ว              
 

              
 
 
 
 
 
 
หมอนี่ชื่อ บิล 
ไม่ใช่บิล เกตส์หรอกนะ
              วิลเลียม มอนทาโกรี่
              แต่ชื่อเล่น บิล
 
เท้าความไปมา
แทนที่ทางตำรวจเราน่าจะเป็นฝ่ายชาร์จข้อหาให้หมอนี่หลายกระทง
              กลับตาลปัตร
              เป็นฝ่ายเราสิที่จะเดือดร้อน

 
              รุ่นพี่ไมลส์นั่งเคาะปากกาบนโต๊ะในห้องสอบสวน ที่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องรับแขกชั่วคราว
              สอบสวนแขกถ้าให้พูดตามตรง
              แต่ก็คือสอบสวนนั่นแหละ
 
" คุณบิลกำลังจะพูดว่า.... รถของคุณถูกตำรวจขโมยไปแบบนั้นสินะครับ... ?"
 
              บิลใช้มือข้างนึงกอดอก อีกข้างเสยผมที่ตกลงมาอย่างหงุดหงิด เขาพ่นลมหายใจที่หงุดหงิดออกมาใส่เจ้าหน้าที่ตรงหน้า นั่นทำให้ไมลส์ตัวเกร็งขึ้นมาต่อบทสนทนา
              " โอเค... โอเค...............โอเค.."
              โอเคอะไรหนักหนาครับ รุ่นพี่ ?
 
มาร์ลากเก้าอี้ห่างดันออกไปถึงมุมห้อง เมื่อรุ่นพี่กำลังจะขอฟังเรื่องราวทั้งหมด
              " ทางเรา ขอทราบเรื่องราวทั้งหมดด้วยนะครับคุณบิล"
              บิลหรี่ตาลง แล้วก็ขยับมาเท้าคางทั้งสองข้างบนโต๊ะเหล็กเย็น
              
              เสียงของเขาเบา และนุ่ม กว่าครั้งแรกที่ได้ยินมากนัก
              เบาหวิว
 
" ก็....หลังจาก การระเบิดครั้งแรก..."
              ระเบิด 
              ระเบิด...?
นั่นเรียกความสนใจเขาได้แทบทั้งหมด
อย่าบอกนะว่า เหตุการณ์นี้ก็เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมเมื่อเช้าอีกน่ะ ยังมีเรื่องให้เขาต้องเขียนรายงานไม่พออีกรึ
              มาร์ขยับเปลี่ยนท่านั่งบนเก้าอี้ ราวมันจะช่วยให้เขาได้ยินชัดขึ้น
              เขาอยากฟังทุกรายละเอียดเลยเชียวแหละ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
              " หา ?" 
เป็นปฏิกิริยาแรกที่รุ่นพี่ไมลส์มีให้ หลังบิลปิดปากจบประโยค
              หน้าตารุ่นพี่น่าจับสต๊าฟฟ์ไว้ทำอนุสรณ์อะไรบางอย่าง
              มันมีอารมณ์ที่กระตุกเท้าคนได้จนน่าเหลือเชื่อ
 
" คุณไม่เชื่อผมหรือ"
เสียงบิลมีน้ำโห
 
" ไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แต่จากปากความของคุณเนี่ย เรื่องนี้มัน...... ผมเชื่อไม่ได้จริงๆอ่ะ!!"
" แต่ผมเล่าความจริง!"
              ขึ้นเสียงด้วยกันทั้งคู่
              หยั่งกับเด็กตีกันชัด
 
              " ก็ตามที่คุณเล่ามันแปลว่า คุณเดินลงมาจากรถหลังมีเสียงระเบิด คุณเห็นรถตำรวจที่พุ่งชนเสาอยู่ข้างทางแล้วก็เห็นนายตำรวจคนนึงเดินลงมา กระชากคุณออกมาจากรถ......ก่อนจะขับรถของคุณออกไปเนี่ยนะ? "
              " ใช่...! "
              " คุณเห็นผมเป็นไอ้โง่เหรอ!"
              " ผมกำลังบอกว่าผมพูดความจริง!"
              " แล้วคุณปล่อยให้ไอ้บ้าที่ไหนมาขับรถคุณออกไปได้ยังไง"
              " คุณคิดว่าผมทันตั้งตัวเหรอ แล้วอีกอย่างไอ้หมอนั่นมันใส่ชุดตำรวจอยู่นะ มันเป็นตำรวจ จะมีประชาชนที่ไหนคิดบ้างล่ะว่าจะโดนคุณเจ้าพนักงานปล้นรถตัวเองกลางวันแสกๆน่ะ...! "
 
รุ่นพี่กุมขมับ
ในขณะที่ตำรวจอีกหลายนายในห้องเริ่มกุมท้องแล้วเบือนหน้าหนี
              เรื่องนี้ต้องเป็นที่ล้อโจษจันกันไปอีกห้าปีเป็นอย่างต่ำ              
 

              " คุณบิล คุณแน่ใจนะว่า คุณไม่ได้เอาพล็อตหนังเรื่องไหนมาเล่าให้ผมฟังอยู่"
              " เมื่อไหร่... จะหาว่าผมเลิกโกหกเสียที...!"
              " แน่ใจว่าเรื่องจริง ? เพราะให้คุณรู้ไว้นะว่าผมดู Taxi ทั้งสามภาคเลยนะ"
              " เรื่องจริงสิวะ!"
 
มาร์เห็นเส้นเลือดบนขมับของพ่อหนุ่มบัญชีแทบจะเต้นตุบๆเป็นกลอง
เขาแอบขำอยู่เหมือนกัน
 
              " แล้ว... คุณรู้ได้ยังไงว่าหมอนั่นมันอยู่สน. เรา"
              " ผมไม่ได้ตาบอดนะ ผมจำตราบนชุดได้ "     
              " แล้วหมอนั่นได้กล่าวอะไรทิ้งท้ายไว้รึเปล่า ?"
 
              บิลชะงักกึก
              นิ่งไปนานก่อนตอบเสียงอ้อมแอ้ม...

" ผม....ผมคิดว่า ผมได้ยินอะไรบางอย่างก่อนเขาจะขับบึ่งออกไป"
" อะไรล่ะ ?"
" ผมคิดว่า....เขาบอกว่า 'ยืมหน่อยนะ' "
".....โอเค"

              ยืมหน่อยนะ พ่อพลเมืองดี 
              เราขอปล้นรถคุณ
 
ณ นาทีนี้ตำรวจหลายนายเริ่มทนไม่ไหวแล้วปล่อยก๊ากออกมาแบบไม่ปิดบังอีกต่อไป บิลยิ่งกริ้วเข้าไปใหญ่
 
              " นี่ นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ..."
              " ใจเย็นๆนะ บิล เรากำลังติดต่อเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของเราให้อยู่"
              " ติดต่อทำไม ผมบอกแล้วว่ามันเป็นคนของสน. คุณนะ"
              " คุณต้องเข้าใจนะ...ว่าเราไม่เคย........เจอสถานการณ์อะไรแบบนี้มาก่อนน่ะ"
              " แต่ว่า..นี่มัน คนของคุณ!"
              " ไม่มีแต่ จนกว่าเราจะติดต่อหาตัวการรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ ขอให้คุณอยู่ในความสงบ นั่งนิ่งๆรอในสถานีเราไปก่อน ไม่งั้นเรามีความจำเป็นต้องยัดข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการให้คุณจริงๆนะ"
 

นั่นปิดปากพ่อแว่นหัวดื้อของเราได้
ไหล่เขาตกลงอย่างทื่อๆราวนักชกที่แพ้สังเวียน
              รุ่นพี่ไมลส์มาเหนือจริงๆ
              มาร์เดินตามรุ่นพี่เขาออกไป พร้อมปิดประตูห้องสอบสวนให้ด้วย ทิ้งบิลให้นั่งอยู่คนเดียว
 
รุ่นพี่เดินก้าวฉับไวไม่สมกับรูปร่างไปที่ห้องธุรการติดต่ออย่างนิ่งเงียบ ทำให้มาร์ตินต้องเป็นฝ่ายเปิดปาก
              " แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปครับ รุ่นพี่"              
              " ทำอะไรน่ะเรอะ ก็หาตัวไอ้บ้านั่นน่ะซี่"
              " แล้วถ้าหาไม่เจอล่ะครับ"
              " ฉันก็ซวยไง"
 
...ได้งั้นก็ดีสิครับ...
เขาเกือบพูดออกไปแต่ตะครุบปากตัวเองทัน
มาร์เดินตามพี่ไมลส์ออกไปเงียบๆ
 
 

 
 
 
 
 
ประตูห้องสอบสวนเปิดออก
              บิลมองตามไป
              นายตำรวจลงพุงคนเดิมที่ต่อปากต่อคำกับเขา
 
หวังว่าจะมีข่าวดีเสียที หลังจากทั้งวันที่วุ่นวายของเขา
              หวังว่าอ่ะนะ
 
เจ้าหน้าที่ไมลส์เข้ามามองหน้าเขานิ่งๆเหมือนหยั่งบรรยากาศอะไรสักอย่างก่อนจะพูดธุระ
              " มีข่าวดีและข่าวร้าย"
              " ข่าวดีล่ะ ?"

              " ยินดีด้วย คุณบิล เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเพิ่งโทรมาบอกเราว่ารถยี่ห้อเดียวสีเดียวกับของคุณ เพิ่งถูกจัดเก็บเข้าของกลางไป"
              " ....แล้วข่าวร้าย ?"
              " รถคุณอาจไม่อยู่ในสภาพดีนัก"
 
บิลมองรุ่นพี่เขาลอดแว่นด้วยสายตาไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น ผมนึกว่าเขาจะมีอาการกระฟัดกระเฟียดเหมือนที่ผ่านมาแต่ก็เปล่า..... เขาสงบนิ่งจนน่าประหลาด
              บิลลุกขึ้น  สอดเก้าอี้
              เงยหน้ามองเขาและรุ่นพี่
" พาผมไปเอารถสิ"
" มันอยู่ในโกดังนอกตัวเมือง เดี๋ยวผมให้ลูกน้องผมพาคุณไป"
 
              มาร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังไมสล์พอดีเลิกคิ้วหือ
              อย่าบอกนะว่า...
              ไม่ทันแล้ว
 
กุญแจรถถูกโยนมาที่เขา
 
              " รุ่นพี่ครับ ...ผมต้องรีบเขียนรายงาน"

              ไมลส์ยักไหล่ไม่ยี่หระ
              " ก็รีบไปรีบกลับสิ"
 
 
ถ้าเขาเล็งดีๆ
ลูกกุญแจอาจจะปาโดนหัวรุ่นพี่ก็ได้ล่ะมั้ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
(TBC) 
 
 
 
 
 
อัดอั้นก่อนทำงาน ปลุกปล้ำกับการชั่งใจว่าจะแต่งอีเรื่องนี้ออกมาดีไหม
เพราะถ้าแปะลงไป
หมายถึงฉันต้องแต่งให้จบสินะ //ร้องห้ายยย
 
โอเค ก็ทำไปแล้วอ่ะน้า อ่ะน้าาาาาาา /แง๊
 
 
 
//วิ่งหนีไปทำงาน
 
ปล. นี่มันออริเหมือนโจนาสนั่นแหละ

 

Comment

Comment:

Tweet

อะไรอ่ะ รออ่านต่อ

#4 By Digitkame on 2012-12-31 14:02

ขอรอดูว่าจะจบแบบที่คุยกันไหม.....

#3 By [G]ust on 2012-12-29 23:48

ฉันอ่านแล้วยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่ะ 555 มันมีแต่อินฟอร์เมชั่นล่ะ ยังไม่ค่อยมีคอมเพลกซ์อะไรเท่าไหร่
แต่ถ้ามันเป็นงานเขียนของแก ฉันว่ามันก็น่าตาม
//รออ่านตอนต่อนะ

#2 By TooFar on 2012-12-29 23:40

โอเคร วิ๊ดเธออาจไม่ชอบเม้นต์นี้นะ
/แปะไว้ก่อนเดี๋ยวฉันกลับมา

#1 By akua on 2012-12-29 23:36

Recommend